[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
 ::::: โรงเรียนจอมพระประชาสรรค์ ยินดีต้อนรับ :::::
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 3 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
หมวดหมู่ blog
E-learning
e-Learning
Link banner
e-Learning
poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง



  

  หมวดหมู่ : วิทยาศาสตร์
เรื่อง : เฝ้าระวัง! ไวรัสซิกา
blog name : admin
ระดับ : [ มือใหม่ ]
เข้าชม : 46
ศุกร์์ ที่ 3 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2561 ปักหมุดและแบ่งปัน
    

          คุณอาจยังไม่ทราบว่าสัตว์ที่อันตรายที่สุดในโลกไม่ใช่ฉลามกินคนอย่างในภาพยนตร์ที่เราจำภาพความน่ากลัวของมัน แต่เป็นสัตว์ตัวเล็กที่ตบทีเดียวตายได้อย่างยุงลาย ตามการรายงานของ Gatesnotes พบว่ามนุษย์ราว 725,000 คนเสียชีวิตจากโรคที่มียุงเป็นสาเหตุเป็นประจำทุกปี ซึ่งมากกว่าฉลามถึง 72,500 เท่าเลยทีเดียว และเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยเราก็มีกรณีการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกในนักแสดงที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง นั่นยิ่งทำให้เราควรเริ่มตระหนักถึงภัยใกล้ตัวที่เกิดจากยุงกันให้มากขึ้นได้แล้วแต่ไม่ใช่เพียงแค่โรคไข้เลือดออกเท่านั้นที่เราควรเฝ้าระวัง เมื่อไม่กี่วันมานี้ องค์การอนามัยโลกได้ออกประกาศให้โรคไข้ซิกา (Zika Fever) เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทั่วโลก ซึ่งเป็นการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขครั้งที่ 4 แล้ว หลังจากมีการประกาศครั้งแรกในปี 2009 ในช่วงการระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) และครั้งที่สองในปี 2014 สำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อโปลิโอและอีกครั้งสำหรับการระบาดของไวรัสอีโบลาในปีเดียวกัน ซึ่งหากไม่มีการแทรกแซงใดๆ คาดการณ์ว่าประชากรในอเมริกาจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสซิกาในสิ้นปีนี้กว่า 4 ล้านคน ไวรัสซิกา (Zika virus) เป็นไวรัสที่มีการติดต่อโดยมียุงลายเป็นพาหะ คล้ายกับโรคไข้เลือดออก ไข้เหลือง และไวรัสเวสต์ไนล์ ซึ่งไวรัสซิกาถูกแยกเชื้อครั้งแรกจากน้ำเหลืองของลิง Rhesus ที่ใช้เพื่อการศึกษาไข้เหลืองในป่าซิกา ประเทศยูกันดาในปี 1947 และแยกเชื้อได้จากคนในปี 1968 ที่ประเทศไนจีเรีย และถูกพบทั่วไปในแถบแอฟริกาและเอเชีย ซึ่งไม่ได้มีการระบาดอย่างกว้างขวางในซีกโลกตะวันตกจนกระทั่งในเดือนพฤษภาคมปี 2015 พบมีการระบาดเกิดขึ้นในประเทศบราซิล โดยส่วนใหญ่แล้วการติดเชื้อไวรัสนี้จะมีอาการน้อย และไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงในคนปกติ แต่นักวิทยาศาสตร์จะมุ่งเน้นการเฝ้าระวังไปที่หญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยว่าไวรัสตัวนี้จะเชื่อมโยงถึงความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ เชื้อไวรัสซิกาจะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 4-7 วันก่อนที่จะแสดงอาการไข้ มีผื่นขึ้นตามตัว แขนขา วิงเวียนศีรษะ เยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ โดยอาการดังกล่าวจะเป็นอาการที่พบโดยทั่วไปในคนปกติ แต่สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับเชื้อไวรัสซิกาจะมีความเสี่ยงสูงมากที่ทารกในครรภ์จะมีความพิการคือ มีศีรษะเล็กผิดปกติ (microcephaly) จากเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางระบบประสาท ทำให้ทารกมีการพัฒนากระโหลกที่เล็กผิดปกติ และสร้างความเสียหายให้สมอง ขณะนี้ในประเทศบราซิลมีทารกราว 4,000 คนที่เกิดมาพร้อมกับภาวะความผิดปกติที่มีศีรษะเล็กตั้งแต่เดือนตุลาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 20 เท่าตั้งแต่มีการรายงานการติดเชื้อไวรัสซิการายแรกเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างไรก็ยังเร็วเกินไปที่จะยืนยันว่า เชื้อไวรัสซิกามีผลกระทบต่อการพัฒนาของเด็กทารก สิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับความพิการของเด็กที่เกิดมามีศีรษะเล็กผิดปกติจากกรณีก่อนหน้าก็คือ เด็กจะมีอายุสั้น และต้องได้รับการดูแลจากครอบครัวอย่างดี
          สำหรับการเฝ้าระวังการติดเชื้อนั้นจะเฝ้าระวังเป็นพิเศษในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่เป็นไข้ออกผื่น และนักเดินทางที่เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศแล้วว่า โรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นโรคที่ต้องแจ้งความ หากพบผู้ป่วยต้องรายงานให้กรมควบคุมโรคทราบทันที นอกจากนี้ยังพบว่า ไวรัสซิกายังอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré syndrome) ในคนที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบประสาทอีกด้วย โดยกลุ่มอาการนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยของการเป็นอัมพาตที่ไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บ ทั้งนี้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา (US-CDC) ได้เตือนหญิงตั้งครรภ์ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยัง 25 ประเทศ และพื้นที่ทวีปอเมริกาที่พบการแพร่ระบาดของไวรัสตามการรายงานรวมทั้งบราซิล เม็กซิโก คอสตาริกา และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา
          นอกจากนี้ ยังพบการติดเชื้อไวรัสซิกาในหญิงตั้งครรภ์ชาวโคลอมเบียกว่า 2,100 คน ซึ่งการติดเชื้อในประเทศโคลอมเบียนั้นสูงเป็นอันดับสองรองจากประเทศบราซิล และในหญิงตังครรภ์ก็พบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลโคลอมเบียจึงแนะนำให้มีการชะลอการตั้งครรภ์ไว้ก่อนในช่วง 6-8 เดือนนี้ ขณะนี้องการณ์อนามัยโลกมีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการขาดวัคซีนหรือการรักษาไข้ซิกา รวมทั้งขาดการตรวจวินัจฉัยอย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ จึงอาจทำให้อาการแย่ลงมากทั้งที่ความจริงแล้วผลข้างเคียงไม่ได้รุนแรงมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าในหลายครอบครัวไม่ทราบว่ากำลังป่วยอยู่จึงไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ทั้งนี้เราทุกคนควรดูแลตัวเอง โดยทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย และดูแลสุขภาพตัวเองไม่ให้ถูกยุงกัด ไม่ใช่เพื่อป้องกันแค่โรคไข้ซิกาเพียงอย่างเดียว แต่สามารถป้องกันได้ทั้งโรคอื่น ๆ ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคด้วย

พื้นที่เสี่ยง
ประเทศในแถบอเมริกาใต้: บาร์เบโดส โบลิเวีย บราซิล โคลอมเบีย เปอร์โตริโก คอสตาริกา กือราเซา สาธารณรัฐโดมินิกัน เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ เฟรนช์เกียนา กัวเดอลุป กัวเตมาลา กายอานา เฮติ ฮอนดูรัส เม็กซิโก มาร์ตีนิก นิการากัว ปานามา เกาะเซนต์มาร์ติน ปารากวัย เวเนซุเอลา หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา ซูรินาเม
ประเทศในหมู่เกาะโอเชียเนีย/แปซิฟิก: อเมริกันซามัว, ซามัว
ประเทศในแถบแอฟริกา: ประเทศกาบูเวร์ดี
อ้างอิง:
www.paho.org/hq/index.php?option=com_content&view=article&id=9183%3A2015-preguntas-frecuentes-virus-fiebre-zika&catid=3986%3Azika-virus-infection&Itemid=41463&lang=en
www.nytimes.com/interactive/2016/health/what-is-zika-virus.html?_r=0
www.sciencealert.com/who-declares-zika-virus-a-global-public-health-emergency
www.cdc.gov/zika/geo/
www.theverge.com/2016/2/1/10887814/zika-virus-who-public-health-emergency-declared
www.newscientist.com/article/2075018-spread-of-zika-virus-a-challenge-to-latin-america-abortion-bans/
http://nih.dmsc.moph.go.th/login/showimgpic.php?id=34


Not Rated stars เฉลี่ย : Not Rated จาก 0 ครั้ง.
รายละเอียดผู้เขียนบทความ blog
blog name :
เจ้าของ blog :
อาชีพ :
สถานที่ทำงาน :
จำนวนบทความใน blog :
ระดับของ blog :
admin
Peerapun
9/3/2515
โรงเรียนจอมพระประชาสรรค์
6 ͧ
[ มือใหม่ ]

วิทยาศาสตร์ 5 อันดับล่าสุด

      เฝ้าระวัง! ไวรัสซิกา 3/ส.ค./2561
      Urolithin A : ความลับในการต้านอนุมูลอิสระของทับทิม 3/ส.ค./2561
      ป้องกันดวงตาจากแสง....เพียงพอหรือยัง? 3/ส.ค./2561